วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567

การบวชจิต

นักบวช หมายถึง ผู้ได้รับการบวชตามลัทธิศาสนาต่าง ๆ

ส่วนในศาสนาอเทวนิยม เช่น ศาสนาพุทธ นักบวชคือผู้เข้าสู่ธรรมวินัย ปฏิบัติตามหลักพรหมจรรย์ คือ
ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่ออบรมขัดเกลาชีวิต มุ่งตรงต่อนิพพาน เรียกภิกษุบ้าง สมณะบ้าง ทำหน้าที่อบรมตนและช่วยเหลือสังคม 

การบวช เป็นศัพท์ที่ใช้ในทางศาสนาโดยมีขั้นตอนที่จะทำให้บุคคลธรรมดาผู้นับถือศาสนาต่างๆ กลายเป็นนักบวชของศาสนาที่ตนนับถือนั้น การบวชมักประกอบไปด้วยพิธีกรรมและแบบพิธีต่าง ๆ ซึ่งขั้นตอนการ
.
บวชกาย คือ มีผ้าห่มกาย  เพื่อแสดงให้รู้ว่าเป็น นักบวชในศาสนาใด
บวชแต่ภายนอก แต่ไม่ได้บวชภายในด้วย
พระภิกษสงฆ์ คือ นักบวชในพุทธศาสนา มีผ้าห่มสีเหลืองพันกาย 
พระภิกษุ ต้องบวชทั้งกา่ยและใจ คือ มีอาการสำรวม ยึดถือพระธรรมวินัยอย่างเคร่งคัด จึงมีศีล 227ข้อ 
เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ 

การบวชจิต ถือศีลจากภายใน  "ทำดี คือ คนมีศีล"
ยึดถือ เอาศีล 5 เป็นแนวทางปฏิบัติ..  ศึกษาธรรมะ ฝึกปฏิบัติธรรม คือ การฝึกกาย ฝึกจิต
เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์  จะเป็นนักบวชแบบใด หลังจากเวลาผ่านไป 3 ปี 
หนังสือที่เขียน เล่าประสบการณ์ การปฏิบัติธรรม เป็นตัวหนังสือที่ได้มาจาก การศึกษาเรียนรู้ 
และการปฏิบัติ ให้เห็นจริง รู้จริง..และมาสู่หนทางปฏิบัติสุดท้าย โดยมีเวลาทำให้ให้รู้แจ้ง 5 ปี

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล สมาธิน้ำเย็น

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. นามเดิม เยื้อน หฤทัยถาวร ฉายา ขนฺติพโล เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 

พระวิปัสสนาจารย์ให้กัมมัฏฐานแก่ศิษยานุศิษย์ "สมาธิน้ำเย็น" เป็นอุบายในการฝึกปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2495 ณ บ้านระไซร์ ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เดิมชื่อ นายเยื้อน หฤทัยถาวร บิดาชื่อ นายมอญ หฤทัยถาวร มารดาชื่อ นางหิต หฤทัยถาวร มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ท่านเป็นบุตรคนแรก จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านระไซร์ ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

อุปสมบท

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. อุปสมบทเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2515 ณ พัทธสีมาวัดบูรพาราม (ธรรมยุต) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีพระรัตนากรวิสุทธิ์ (ดูลย์ อตุโล) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ธรรมยุต) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสถิตยสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิมลสีลคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า "ขนฺติพโล"

ประวัติ

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. เริ่มศึกษาพระธรรมและปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่ดุลย์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 ต่อมาหลวงปู่ดูลย์ได้ฝากให้เข้ารับการศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติกับ พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) ที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516 ได้อยู่ฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับหลวงตามหาบัว จนถึงปีพ.ศ. 2518 หลวงพ่อเยื้อนได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ดูลย์ที่ได้รับสั่งจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ให้ไปช่วยปลอบขวัญชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเขมรแดงที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ จนถึงปีพ.ศ. 2519 หลวงพ่อเยื้อนได้หลบหนีภัยสงครามกลับไปจำพรรษาที่วัดบูรพารามจนถึงปีพ.ศ. 2520 ท่านได้รับมอบหมายให้ไปสร้างวัดป่าอตุโลบุญญลักษม์ อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ และเป็นเจ้าอาวาสรวมทั้งได้ร่วมสร้างพุทธอุทยานเขาศาลา วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ต่อมาหลวงพ่อเยื้อนได้รับอาราธนาเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโรจนถึงปัจจุบัน

พุทธอุทยานเขาศาลา วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

พุทธอุทยาน วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีป่าและภูเขาล้อมรอบ มีเนื้อที่ครอบคลุม ประมาณ 10,865 ไร่ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ และสมุนไพรหายาก รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร มีทัศนียภาพที่งดงาม สภาพแวดล้อมเงียบสงบร่มเย็น เหมาะกับการศึกษาปฏิบัติธรรม และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญยิ่ง ผืนป่าบางส่วนติดชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงแม้ว่าจะมีร่องรอยการตัดไม้ทำลายป่าให้เห็นอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ป่าทั้งผืนแห่งนี้ จัดได้ว่าอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในอิสานใต้ของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2536 กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น (ปัจจุบัน กรมป่าไม้ อยู่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ได้ประกาศบริเวณพื้นที่ป่าเป็นเขตพุทธอุทยาน ให้ดำเนินโครงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ตามความคิดริเริ่มของพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.กกล.สุรนารี โดยมี เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 คณะกรรมการวัดได้มีมติในการจัดสร้างพระอุโบสถเพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในมหามงคลวโรกาสครั้งนั้น ลักษณะพระอุโบสถเป็นทรงไทยประยุกต์ ขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร ผลจากพลังศรัทธาสามัคคี และความมานะพยายามของพระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ.(เยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าอาวาส ตลอดจนคณะสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ และ พุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ได้ร่วมเสียสละกำลังกาย และทุนทรัพย์ อุปถัมภ์การก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยไม่ใช้งบทางราชการแต่อย่างใด และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2541 เพื่อให้เป็นการสมบูรณ์ตามแบบพระธรรมวินัย และทางวัดได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2547 โดยมี พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยในขณะนั้นมาเป็นประธานในพิธี

ในปี พ.ศ. 2547 นอกเหนือจากมีพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตแล้ว ก่อนหน้านี้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เลือกพุทธอุทยาน วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร แห่งนี้เป็นหนึ่งในวัดต่าง ๆ ที่เข้าร่วม โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สมัครใจมาปฏิบัติธรรม โดยไม่ถือเป็นวันลาตามมติคณะรัฐมนตรีในการพัฒนาบุคลากรโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

1. รอยพระพุทธบาท มีการแกะสลักเป็นรอยพระพุทธบาท ขนาดใหญ่ ขนาดยาว 320 เมตร และกว้าง ช่วงปลายนิ้ว 150 เมตร ช่วงส้นเท้า 70 ซม. ภายในฝ่าพระบาทแกะเป็นตารางขนาด 8 ซม. มีรูปสัตว์นานาชนิดอยู่ภายในตาราง

2. อุโมงค์พญานาค นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดอุโมงค์เพื่อเดินขึ้นไปบนวัดได้

3. องค์พระนาคปรกขนาดใหญ่ พระพุทธรูปนาคปรก องค์ใหญ่มีศาลาขนาบสองข้างใกล้หน้าผา

4. เพิงหินเต่าตั้งเทินกันบนคอคอดที่ริมหน้าผา เหมือนพระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่บนหน้าผานางคอย ที่มีวิวทิวทัศน์ให้ดูสวยงามมาก มีก้อนหินซ้อนเทินกันหมิ่นเหม่รูปทรงคล้ายเต่า

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

จิต คือ อะไร

ธรรมธาตุหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ใกล้มากมานาน จนเราคิดว่า 
 จิต คือ เรา เรา คือ จิต 

ความจริงเรา คือ สัตว์ผู้ยึดติดในขันธ์ 5 
คิดว่า นามรูป นี้ คือ ตัวเรา และ
ในนามหนึ่ง คือ วิญญาณ อันเป็นธาตุๆหนึ่ง เรียกว่า อาการรู้แจ้ง 
จิต มโน วิญญาณ เป็นสิ่งเดียวกัน และทั้งหมดเป็นธรรมธาตุหนึ่งที่เรายึดติดว่าคือ เรา

จิตคืออะไร

จิต คือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่ง รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้ สิ่งที่จิตรู้นั้นเป็นอารมณ์ จิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นแหละคืออารมณ์

อีกนัยหนึ่งแสดงว่า จิตคือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ รับ จำ คิด รู้ ซึ่งอารมณ์ จิตต้องมีอารมณ์ และต้องรับ อารมณ์จึงจะรู้ และจำ แล้วก็คิดต่อไปสมตามนัยขยายความตามบาลีว่า

จิตฺเตตีติ จิตฺตํ อารมฺมณํ วิชานาตีติ อตฺโถ ฯ

ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต มีอรรถว่า ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือ จิต

ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวัคค แสดงว่าจิตนี้มีชื่อที่เรียกใช้เรียกขานกันตั้ง ๑๐ ชื่อ แต่ละชื่อก็แสดงให้รู้ ความหมายว่าจิตคืออะไร ดังต่อไปนี้

ยํ จิตฺตํ มโน หทยํ มานสํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ ฯ ซึ่ง อัฏฐสาลินีอรรถกถา อธิบายว่า

๑. ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต

๒. ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน

๓. จิตนั่นแหล่ะได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า หทัย

๔. ธรรมชาติคือ ฉันทะที่มีในใจนั่นเอง ชื่อว่า มานัส

๕. จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส จึงชื่อว่า ปัณฑระ

๖. มนะนั่นเองเป็นอายตนะ คือเป็นเครื่องต่อ จึงชื่อว่า มนายตนะ

๗. มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์ คือครองความเป็นใหญ่ จึงชื่อว่า มนินทรีย์

๘. ธรรมชาติใดที่รู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิญญาณ

๙. วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์

๑๐. มนะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ จึงชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ

สภาพหรือลักษณะของจิต

จิตเป็นปรมัตถธรรม ดังนั้น จิตจึงมีสภาวะ หรือสภาพ หรือลักษณะทั้ง ๒ อย่างคือ ทั้งสามัญลักษณะ และวิเสสลักษณะ

สามัญญลัษณะ หรือไตรลักษณ์ของจิต มีครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ ประการคือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ

จิตนี้เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง ไม่มั่นคง หมายถึงว่า ไม่ยั่งยืน ไม่ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล

จิตนี้เป็นทุกขัง คือทนอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล จึงมีอาการเกิดดับ เกิดดับ อยู่ร่ำไป

จิตนี้เป็นอนัตตา คือเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาให้ยั่งยืน ให้ทนอยู่ไม่ให้เกิดดับ ก็ไม่ได้เลย

และเพราะเหตุว่าจิตนี้ เกิดดับ เกิดดับ สืบต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ จนปุถุชนคน ธรรมดาเข้าใจไปว่า จิตนี้ไม่มีการเกิดดับ แต่ว่ายั่งยืนอยู่จนตลอดชีวิตจึงดับไปก็เหมือนกับเข้าใจว่า กระแสไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ ซึ่งกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเราเห็นหลอดไฟสว่างอยู่ตลอดเวลา ก็เข้าใจว่ากระแสไฟฟ้าไม่ได้ไหลไปแล้วกลับฉะนั้น

ส่วนวิเสสลักษณะหรือ

ลักขณาทิจตุกะของจิต ก็มีครบบริบูรณ์ทั้ง ๔ ประการคือ

วิชานน ลกฺขณํ มีการรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ

ปุพฺพงฺคม รสํ เป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็นกิจ

สนฺธาน ปจฺจุปฏฺฐานํ มีการเกิดต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็นอาการปรากฎ

นามรูป ปทฺฏฐานํ มีนามรูป เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ในธรรมบท ภาค ๒ มีคาถากล่าวถึงเรื่องการระวังสังวรจิต และมีความกล่าวถึง ลักษณะหรือสภาพของจิตด้วย จึงขอนำมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้

ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสริรํ คูหาสยํ

เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ

แปลความว่า ชนทั้งหลายใด จักระวังจิต ซึ่งไปไกล ไปเดี่ยว ไม่มีสรีระ (รูปร่าง) มีคูหาเป็นที่อาศัย ไว้ได้ ชนทั้งหลายจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร

อนึ่ง จิตเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้เกิดขึ้น ทำให้เป็นไปได้ คือทำให้วิจิตรได้ถึง ๖ ประการ

๑. วิจิตรในการกระทำ คือทำให้งดงาม แปลก น่าพิศวง พิลึกกึกกือ เช่น สิ่งของต่างๆที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ย่อมมีทั้งที่งดงาม แปลกตาน่าพิศวง ตลอดจนน่าเกลียด น่าสยดสยองสพรึงกลัว

๒. วิจิตรด้วยตนเอง คือ ตัวจิตเองก็แปลก น่าพิศวง มีประการต่างๆ นานา เช่น จิตดีก็มี ชั่วก็มี จิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่สงบ จิตเบาปัญญา จิตที่มากด้วยปัญญา จิตที่มีความจำเลอะเลือน จิตที่มีความจำเป็นเลิศ สุดที่จะพรรณนา

๓. วิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส ก็น่าแปลกที่จิตนั่นแหละเป็นตัวที่ก่อกรรมทำเข็ญ และก็จิตนั่นแหละเป็นตัวสะสมกรรมและกิเลสที่ตัวนั้นทำไว้เอง น่าแปลก น่าพิศวงยิ่งขึ้น ก็ตรงที่ว่า กรรมอะไรที่ไม่ดีที่ตัวทำ เอง ก็ไม่น่าจะเก็บสิ่งที่ไม่ดีนั้นไว้ แต่ก็จำต้องเก็บต้องสั่งสมไว้

๔. วิจิตรในการรักษาไว้ ซึ่งวิบากที่กรรมและกิเลสได้สั่งสมไว้ หมายความว่ากรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่จิตเป็นตัวการก่อให้เกิดขึ้นนั้น จะไม่สูญหาย ไปไหนเลย แม้จะช้านานปานใด ก็ไม่มีการเสื่อมคลายไป เมื่อได้ช่องสบโอกาสเหมาะเมื่อใด เป็นต้องได้รับผลของกรรมเมื่อนั้นจนได้

๕. วิจิตรในการสั่งสมสันดานของตนเอง หมายถึงว่าการกระทำกรรมอย่างใดๆ ก็ตาม ถ้ากระทำอยู่บ่อยๆ ทำอยู่เสมอๆ เป็นเนืองนิจ ก็ติดฝังในนิสสัยสันดานให้ชอบกระทำ ชอบพฤติกรรมอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ไป

๖. วิจิตรด้วยอารมณ์ต่างๆ หมายถึงว่าจิตนี้รับอารมณ์ได้ต่างๆ นานาไม่มีที่จำกัดแต่น่าแปลก น่าพิศวงที่มักจะรับอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ชั่วได้ง่ายดาย

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

“พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า...

“อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย”

ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ ด้วยการคิด ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน หรือจะอยู่เฉยๆไม่ปฏิบัติภาวนาเลย ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน

กิเลสจะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

การปฏิบัติทางจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น ตรงกันข้ามกับหนทางของโลกอย่างสิ้นเชิง

คำสั่งสอนของพระองค์มาจากพระทัยอันบริสุทธิ์ ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับกิเลสอาสวะทั้งหลาย

นี่คือแนวทางของพระพุทธเจ้าและสาวกของพระองค์

เมื่อเราปฏิบัติธรรม เราต้องทำใจของเราให้เป็นธรรม ไม่ใช่เอาธรรมะมาตามใจเรา ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ทุกข์ก็จะเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครสักคนหรอกที่จะพ้นจากทุกข์ไปได้ พอเริ่มปฏิบัติทุกข์ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว

หน้าที่ของผู้ปฏิบัตินั้นจะต้องมีสติ สำรวม และสันโดษ

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราหยุด คือเลิกนิสัยความเคยชินที่เคยทำมาแต่เก่าก่อน

.

ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้?

ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ไม่ฝึกฝนอบรมใจตนเองแล้วมันก็จะคึกคะนอง วุ่นวายไปตามธรรมชาติของมัน”


พระโพธิญาณเถร ( ชา สุภทฺโท )

การฝึกจิต การปฏิบัติธรรม

คนเรามีพื้นฐานความรู้ เรื่องธรรม การฝึกจิต การปฏิบัติธรรม เพื่อให้รู้เห็น ไปตามความเป็นจริง

ญาณ (บาลี: ญาณ ñāṇa; สันสกฤต: ज्ञान ชฺญาน) แปลว่า ความรู้ คือ ปรีชาหยั่งรู้ ปรีชากำหนดรู้ หรือ กำหนดรู้ได้ด้วยอำนาจการทำสมาธิและวิปัสสนา เรียกว่า วิชชา บ้าง

ญาณ เป็นไวพจน์คำหนึ่งของปัญญา แต่มักใช้ในความหมายที่จำเพาะกว่า คือเป็นปัญญาที่ทำงานออกผลมาเป็นเรื่อง ๆ มองเห็นสิ่งนั้น ๆ หรือเรื่องนั้น ๆ ตามสภาวะจริง

มีการกล่าวถึงญาณในหลายลักษณะ หรืออาจจัดแบ่งญาณได้เป็น ญาณ 3 (3 หมวด) และ ญาณ 16 (ในวิปัสสนาญาณ) ดังนี้

ญาณ 3 ได้แก่ วิชชา 3

คำว่า 'ญาณ' 3 อาจหมายถึงวิชชา 3 คือ

บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เกิดในอดีตได้ คือ การระลึกชาติของตนได้

จุตูปปาตญาณ ความรู้ในจุติและอุบัติของสัตว์โลกได้ เรียกว่า ทิพพจักขุญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ บ้าง

อาสวักขยญาณ ความรู้ในการกำจัดอาสวะให้สิ้นไป

ญาณ 3 ในส่วนอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน

ญาณ 3 อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่

อตีตังสญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในส่วนอดีต

อนาคตังสญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในส่วนอนาคต

ปัจจุปปันญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในส่วนปัจจุบัน

ญาณ 3 ในการหยั่งรู้อริยสัจ

ญาณ 3 อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่

สัจจญาณ หมายถึง ญาณในการหยั่งรู้อริยสัจแต่ละอย่าง

กิจจญาณ หมายถึง ญาณในการหยั่งรู้กิจในอริยสัจ

กตญาณ หมายถึง ญาณในการหยั่งรู้กิจอันได้ทำแล้วในอริยสัจ

ญาณ 16

ญาณ 16 ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎกภาษาบาลีโดยตรงทั้งหมด แต่วิปัสสนาจารย์สายพม่าได้เรียบเรียงจากญาณที่ระบุในปฏิสัมภิทามรรค และคัมภีร์วิสุทธิมรรค รวมกัน 16 ขั้น เรียกว่า ญาณ 16 (โสฬสญาณ) เป็นญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนา โดยลำดับตั้งแต่ต้น จนถึงจุดหมายคือมรรคผลนิพพาน ได้แก่

1.นามรูปปริจเฉทญาณ หมายถึง ญาณกำหนดแยกนามรูป

2.นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หมายถึง ญาณจับปัจจัยแห่งนามรูป

3.สัมมสนญาณ หมายถึง ญาณที่เห็นสังขตลักษณะคือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของนามรูป และเริ่มเห็นไตรลักษณ์ เห็นตรุณอุทยัพพยญาณหรืออุทยัพพยญาณอย่างอ่อน วิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้

4.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (เรียกโดยย่อว่า อุพยัพพยญาณ) หมายถึง ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป เห็นพลวอุทยัพพยญาณหรืออุทยัพพยญาณอย่างแก่ จัดว่าจิตเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาญาณที่แท้จริง (ระหว่างเกิดถึงดับ เห็นเป็นดุจกระแสน้ำที่ไหล)

5.ภังคานุปัสสนาญาณ (เรียกโดยย่อว่า ภังคญาณ) หมายถึง ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมาอย่างเดียว

6.ภยตูปัฏฐานญาณ (เรียกโดยย่อว่า ภยญาณ) หมายถึง ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ไม่แน่นอน ดุจกลัวต่อมรณะที่จะเกิด

7.อาทีนวานุปัสสนาญาณ (เรียกโดยย่อว่า อาทีนวญาณ) หมายถึง ญาณคำนึงเห็นโทษภัยของสิ่งทั้งปวง ผันผวนแปรปรวน พึ่งพิงมิได้

8.นิพพิทานุปัสสนาญาณ (เรียกโดยย่อว่า นิพพิทาญาณ) หมายถึง ญาณคำนึงเห็นด้วยความเบื่อหน่าย

9.มุจจิตุกัมยตาญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้อันใคร่จะพ้นไปเสีย

10.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (เรียกโดยย่อว่า ปฏิสังขาญาณ) หมายถึง ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทางหนี

11.สังขารุเบกขาญาณ หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขาร

12.สัจจานุโลมิกญาณ (เรียกโดยย่อว่า อนุโลมญาณ) หมายถึง ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจ สามารถเห็นไตรลักษณ์ ด้วยภาวนามยปัญญาได้(พิจารณาวิปัสสนาญาณทั้ง๘ที่ผ่านมา ว่าเป็นทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์ก็เห็น สมุทัย นิโรธ มรรค โดยแต่ละญาณเป็นเหตุเกิดมรรค ทั้ง๘ ตามลำดับ)

13.โคตรภูญาณ หมายถึง ญาณครอบโคตร คือ หัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน (ถ้าเป็นอริยบุคคลแล้ว จะเรียกว่าวิทานะญาณ)เห็นความทุกข์จนไม่กลัวต่อความว่าง ดุจบุคคลกล้าโดดจากหน้าผาสู่ความว่างเพราะรังเกียจในหน้าผานั้นอย่างสุดจิตสุดใจ

14.มัคคญาณ หมายถึง ญาณในอริยมรรค

15.ผลญาณ หมายถึง ญาณอริยผล

16.ปัจจเวกขณญาณ หมายถึง ญาณที่พิจารณาทบทวน (ว่ากิเลสใดดับไป กิเลสยังเหลืออยู่ กิจที่ต้องทำยังมีอยู่หรือไม่ พิจารณาสัจจานุโลมมิกญาณอีก)

วิปัสสนาญาณ 9

แต่เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนาญาณโดยเฉพาะ อันหมายถึงญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา จะมีเพียง 9 ขั้น คือ ตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถึง สัจจานุโลมิกญาณ (ตามปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ขั้นหนึ่งในวิสุทธิ 7) ที่บรรยายคัมภีร์ในวิสุทธิมรรค แต่ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ นับรวม สัมมสนญาณ ด้วยเป็น 10 ขั้น) เมื่อโพชฌงค์เจริญบริบูรณ์ครบ 7 ข้อ จิตจึงมีกำลังสามารถเห็นวิปัสสนาญาณได้ และใช้วิปัสสนาที่ปรากฏขึ้นมาเป็นเครื่องมือนำไปสู่มรรค ผล นิพพาน

วิปัสสนาญาณ คือ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ภังคานุปัสสนาญาณ นั้นเห็นอนิจจัง

วิปัสสนาญาณ คือ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวานุปัสสนาญาณ นิพพิทานุปัสสนาญาณ นั้นเห็นทุกขัง

วิปัสสนาญาณ คือ มุจจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ สังขารุเบกขาญาณ นั้นเห็นอนัตตา

ญาณ16 จัดเข้าในวิสุทธิ 7

.นามรูปปริทเฉทญาณ จัดเข้าใน ทิฏฐิวิสุทธิ

.นามรูปปัจจยปริคคหญาณ จัดเข้าในกังขาวิตรณวิสุทธิ

.สัมมสนญาณและอุทธยัพพยญาณอย่างอ่อน จัดเข้าในมัคคามัคคญาณทัสสนะวิสุทธิ

.วิปัสสนาญาณทั้ง 9 จัดเข้าในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

.โคตรภูญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ จัดเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ

ลักษณะ 3 อย่างในญาณ 16

สภาวะลักษณะ เห็นลักษณะที่ปรากฏจากความเป็นไปของธาตุ ปรากฏตั้งแต่ยังไม่ได้ญาณถึงนามรูปปัจจยปริคหญาณ

สังขตลักษณะ เห็นลักษณะคือ ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ปรากฏตั้งแต่สัมมสนญาณ

สามัญญลักษณะ เห็นลักษณะทั้งสามหรือไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏตั้งแต่อุทธยัพพยญาณ

ที่มา :https://th.wikipedia.org

ผลของการปฏิบัติ ด้วยตัวเราเอง 
จิตที่ปรุงแต่งของเรา .พยายามฝีนความเป็นจริง .
ถ้าพิจารณาไปตามสิ่งที่เห็น โดยไม่ยึดติดอยู่กับจิตของตัวเรา.. 
จิต ที่ปรุงแต่ง .ความยึดมั่นในตัวตน .เป็นสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู ของกู .
ทุกความคิดเห็นต่างๆของตัวเรา จึงมีออกมาสู่ภายนอก ด้วยการพูดและทำ.. 

การหาคำตอบ ของญาณ .คือหาความเป็นจริง ที่มีอยู่จริง และเป็นจริง ต้องไม่มีตัวกู ของกู .
ให้เห็นไปตามที่เห็น พิจารณา ตามที่เราเห็น โดยไม่มีสื่งที่มีตัวเรา.

ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวกู ของกู..
กรรม ของคนเรา ต่างกัน .เพราะคิดต่างกัน "จิต ความคิด อารมณ์" เป็นตัวเรา เพราะมีความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวที่เรายังไม่เห็นความเป็นจริง. เมื่อ ไม่มี คิด อารมณ์ หรือ การปรุงแต่งเพื่อตัวเรา ..จิต จึงว่างเปล่า เห็นไปตามความเป็นจริง คือ เห็นธรรม .

กรรม คือ คิด พูด ทำ...สิ่งที่คนไม่หลุดพ้นกรรมทั้งหลาย มาจากภายใน คือ "คิด". ส่งผลภายนอก พูด และทำ.. 

ญาณ ผู้ที่มีธรรม ย่อมเห็นและหยั่งรู้ได้ การพัฒนาจิต วิปัสสนาสมถกรรมฐาน ไปสู่ ฌาน เพื่อผลแห่งการบรรลุธรรม รู้แจ้งเห็นจริง ขั้นโสดาบัน พุทธบริษัท คนทั่วไป สามารถฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 

ดังนั้น สิ่งที่คนเราพูด คือ กรรม อย่างหนึ่ง ที่มีผลต่อตัวเรา และคนอื่น .กรรมนั้นจึงมีผล ต่อตัวผู้พูดด้วย นั่นเอง..ผู้รู้ธรรม ผู้เห็นธรรม ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง และรู้ได้ จากคำพูดของคน ว่าเป็นเช่นไร คิดอย่างไร..

การให้ธรรมเป็นทาน... อนุโมทนาบุญ ทุกท่าน ..สาธุ...



วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

นี่แหละมึงไอ้สันดาน

กรรม คือ คิด พูด ทำ..ไม่ใช่แค่ "ทำ" อย่างเดียว ..ในความหมายของกรรม คือการกระทำนั้น คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า คือ ทำ..แต่ในรายละเอียดที่แท้จริง  "กรรม" เริ่มต้น และ มีผลแห่งกรรมนั้น  จาก คิด คือ ภายใน และตัวเรารู้ แต่ คนอื่นไม่รู้ และแสดง ออกมาภายนอก ให้คนอื่นเห็น เป็น พูด และ ทำ..

ให้ธรรมเป็น ทาน..การสอนหรือแนะนำ การเผยแพร่ ความเป็นจริงของคน เริ่มต้นตั่งแต่เกิด จนถึงตาย
เริ่มต้น.."การเกิดมาเป็นคน นั้นประเสริฐที่สุด" เพราะมีโอกาส สร้างกรรมดี เพื่อผลของกรรมในภพหน้า.. 

การเกิดมาเป็นคน .จิตของคนนั้นจะติดผลของกรรมเก่า และ สันดานหรือธาตุแท้ ของตัวเรา ที่จะแสดงออกมา ด้วยเหตุของตัวเรา การรับรู้จากผัสสะ ..จึงมีการเกิดที่เป็นความคิด การปรุงแต่ง ที่ทำให้เกิดทุกข์ 
ถ้าไม่มีจิตใต้สำนึกเดิมจากภพเก่า ที่เป็นกรรมดี .สันดานของคนจะอยู่กับตัวเรา จนสิ้นสุดอายุขัยจนตายจากไป

"สันดาน "มีอยู่ในทุกตัวตน ที่คนเข้าใจว่า เป็นเรื่องของการทำชั่ว ทำเลว ความเป็นจริงนั้น. มีทั้งดีและเลว มีสันดานหรือธาตุแท้ ในตัวเรา ..แต่ในที่นี้ มึงใช้เรียก สันดานหรือธาตุแท้.ที่เราต้องเรียนรู้...

เริ่มตั้งแต่เกิดขึ้นมาเป็นคน ..ปฏิสนธิ ในท้องแม่..และวันที่คลอดออกมา ลืมตามองโลก.. จิตจะอยู่กับกาย เป็นตัวเรา เริ่มมีการรับรู้ด้วยผัสสะ...กรรมเริ่มมีผล หรือเหตุของกรรมใหม่เริ่มต้นนั่นเอง..

สิ่งแวดล้อม ..เป็นสิ่งสำคัญของ..จิตที่ว่างในวัยทารก วัยเด็ก .ซึ่งมีผลอย่างมากที่จะเป็นปมด้อย จิตใต้สำนึก ที่เป็นปัญหา ของการดำเนินชีวิต 

สุขภาพจิต จึงมีความสำคัญกว่าสุขภาพกาย..มีผลเกี่ยวข้องกัน.ในอนาคต ของกรรม..นี่แหละ การสอนหรือแนะนำ ธรรมเป็นทาน ในหัวข้อ "นี่แหละมึง ไอ้สันดาน"

แต่การพิจารณา นำเสนอ รูปแบบในการเผยแพร่ เป็นแบบใด ที่ทำให้น่าติดตามและทำให้คนทั่วไป รู้และเข้าใจ ในการสอน การเผยแพร่ เพื่อให้รู้ธรรม .ไม่ใช่สอนในแบบของพระ ที่เป็นอยู่ทั่วไป เข้าใจยาก เพราะยึดติดในคำสอน และพุทธวจน  การสอนที่เป็นรูปแบบของบทเรียน  ครูสอนนักเรียน การนำภาษาบาลี มาสอน เป็น คติพจน์ 

ถึงแม้จะไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม ฟังธรรมอยู่เป็นประจำ  ก็ยังไม่เข้าใจ มีข้อสงสัยและเป็นคำถามอยู่เป็นประจำ

การสอนธรรม การสอนเรื่องความเป็นจริงของคน.ที่เกี่ยวข้องด้วย กรรม และ ใช้การปฏิบัติ หรือ ทำ เพื่อให้เข้าใจง่าย    ในความจริงเรื่องของธรรมนั้น คนเราประสบมาอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ..แต่เราเรียนรู้แต่ภายนอก คือ ตัวเรา ตัวกู ที่เป็นนามธรรม..

เมื่อคนทั่วไป ไม่เข้าใจ คือ คำว่า "กู หรือ เรา หรือจิต".จึงไม่เข้าใจในเรื่อง ธรรมที่แท้จริง ของคนเรา 

จึงไปค้นหาความเป็นจริง ด้วยความรู้หรือความจำ ที่เป็นรูปแบบของตำรา หรือบทเรียน นั่นเอง..

ธรรมนั้น รู้ได้ด้วยการฏิบัติของตนเอง "ปัจจัตตัง "

พระสงฆ์ สอนธรรม ในรูปแบบที่รับรู้มา ในสิ่งที่ตนปฏิบัติ 

การสอนธรรม เพื่อให้รู้ความเป็นจริงของคน เพื่อไปสู่หนทางดับทุกข์..

ตัวเรายังไม่เข้าใจ ในสิ่งที่เป็นตัวเรา ทั้งที่อยู่กับเรามาทั้งชีวิต แต่หวังไปสู่นิพพาน..จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

"รู้เรา รู้ตัวเรา"  ธรรมที่เป็นพื้นฐานแห่งการไป สู่นิพพาน.. "รู้ไม่ใช่ของเรา ของกู" ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมที่ "พุทธะ" ได้ค้นหาและพบ นำมาสู่ พระธรรมคำสอน..

เมื่อครูผู้สอน สาวกของพุทธองค์ คือ พระสงฆ์ ยังไม่เข้าใจ ..จึงเป็น "พุทธศาสนา .ลูกผสม ที่ผสมไปกับลัทธิอื่น อยู่กับวัดของเราชาวพุทธ ในประเทศไทย. แม้แต่พระ ยังแยกไม่ออก ยอมรับและทำสืบทอดต่อๆกันมา

การนับถือพุทธศาสนา ด้วยปากหรือตัวหนังสือ ไม่ใช่การปฏิบัติ ด้วยตนเอง ตามคำสอนของพุทธะ.. ครูหรือสาวก มีความสำคัญที่สุด .ในการสอนธรรม.หรือแนะนำ  ชี้หนทางการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าใจง่าย "รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเราเอง"

ปัจจุบัน เป็นผลของกรรม ..มนุษย์โลก..ถึงเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย เมื่อใกล้ถึงที่สุดแล้ว จึงเกิดพุทธเจ้าองค์ใหม่ เข้าไปสู่ยุคศิวิไลย์.. ซึ่งอีกไม่นาน จะมีผู้แสวงหา ค้นหาความจริงของตัวตนมากขึ้น ..และมีรูปแบบใหม่ในเรื่องการปฏิบัติใน คำสอนเหล่านั้น
เราได้เห็น พุทธ ในหลายนิกาย ที่ยึดเอาคำสอน "พุทธะ" มาเป็นหลักในการสอน แต่ได้ใช้ความคิดตนเอง ป้อนเข้าไปในคำสอนนั้นๆ..
อนาคต คนจะเข้าใจธรรม รู้แจ้ง เห็นจริง มากขึ้น..และ จะไม่มีอาชีพพระสงฆ์ เช่น ปัจจุบัน 
ความเสื่อมของพุทธศาสนา..จากเหตุของสาวก .จะมีให้เห็นมากขึ้นทุกวัน..และมีพระสงฆ์ สายปฏิบัติมากขึ้น มีคนนับถือ เลื่อมใสมากขึ้น มาเป็นผู้เผยแพร่ ธรรมของพุทธะ ..

ไม่มีใครหนีกรรมที่เกิดขึ้นได้ ..ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ด้วยการทำลายของเดิม เพื่อให้มีของใหม่ เกิดขึ้น.. ติดตาม  " นี่แหละมึงไอ้สันดาน" ไม่ใช่เรื่อง ไอ้สันขวาน  นะครับ.

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

หน้าที่ในทุกกิจกรรม อย่ากระทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น

คนเรามีหน้าที่ต้องทำ..ในทางธรรม

หน้าที่่ในกิจกรรม

๑.ทำเพื่อให้รอดชีวิต

๒.ทำให้จิต วิญญาณ รอด..ทำจิตไม่ให้ทุกข์

หน้าที่ในกิจกรรม  ในทางธรรม

หน้าที่เบื้องต้น....ศีล

หน้าที่เบื้องกลาง....  สมาธิ

หน้าที่เบื้องปลาย .... ปัญญา

พุทธทาสภิกขุ

"ไม่ใช่ของเรา"สิ่งสมมุติ ทั้งหลายมีความเสื่อม มีความไม่เที่ยงแท้ 

มีการดับสลายกลับไปสู่ธรรมชาติ

สิ่งที่รู้ จากการปฏิบัติธรรม..."รู้เรา รู้ตัวเรา รู้ไม่ใช่ของเรา"


วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565

คิดเป็น รู้จักคิด รู้จักพิจารณา

“โยนิโสมนสิการ” คิดเป็น รู้จักคิด รู้จักพิจารณา

คิดปรุงแต่ง กับ คิดวิปัสสนา ต่างกันอย่างไร? .

“ ในเรื่อง โยนิโสมนสิการ นี้ สิ่งที่สําคัญอย่างหนึ่ง คือ เรื่องของความคิด ได้แก่ การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา บางทีเราไปสอนกันว่า ในทางพุทธศาสนา ในการปฏิบัติธรรม เช่น อย่างวิปัสสนานี้ไม่ให้คิด การพูดอย่างนี้จะต้องระมัดระวัง มิฉะนั้น อาจจะพลาดได้

พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ ก็ด้วยการคิด แต่หมายถึงการรู้จักคิด คือต้องคิดเป็น อย่างที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้าทรงคิดตลอดเลย เช่น ในการพิจารณาสภาพจิตของพระองค์เอง ทรงแยกความคิดเป็นฝ่ายกุศล และ ฝ่ายอกุศล ทรงพิจารณาว่า มันเกิดขึ้นแล้วมีผลดีหรือผลร้าย และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เพราะอะไรเป็นปัจจัย พระองค์คิดทั้งนั้นเลย แต่คิดคู่ไปกับการตรวจสอบสืบค้นความจริง 

เพราะฉะนั้น ต้องแยกว่า ความคิด มี ๒ อย่าง คือ ความคิดปรุงแต่ง กับ ความคิดเชิงปัญญา เช่นที่เรียกว่า “สืบสาวหาเหตุปัจจัย” 

…. เบื้องต้น ความคิดที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแนะนําให้เราคิด ทรงแนะนําให้เราละเสีย ก็คือ ความคิดปรุงแต่ง 

…. “ความคิดปรุงแต่ง” คือคิดอย่างไร? คือความคิดด้วยอํานาจความยินดียินร้าย ใต้อิทธิพลของความชอบชัง หมายความว่า คนเรานี้ได้ประสบอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาประสบอารมณ์นั้น นอกจากการรับรู้แล้ว ก็จะมีสิ่งหนึ่ง คือความรู้สึกที่เรียกว่า “เวทนา” สิ่งใดที่เข้ามาแล้วเป็นที่สบาย เรียกว่า เกิดสุขเวทนา อันใดที่ไม่สบาย เรียกว่า เกิดทุกขเวทนา 

…. สิ่งทั้งหลายที่เรารับรู้ทุกอย่าง จะมีความรู้สึกประกอบอยู่ด้วย เวลาเราเห็นไม่ใช่เฉพาะว่าเห็นรูปร่าง เห็นสีเขียว สีขาว สีดํา สีแดง รูปร่างกลม ยาว เหลี่ยม เท่านั้น ทุกครั้งที่เราได้ดูได้เห็นนั้น เรามีความรู้สึกด้วย คือมีความรู้สึกสบาย ไม่สบาย อันนี้แหละเป็นตัวสําคัญ 

…. ความรู้สึกที่เรียกว่า “เวทนา” นี้ จะทําให้เราเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า ความชอบ หรือ ไม่ชอบ หรือที่ภาษาเก่าของพระเรียกว่า “ยินดียินร้าย” ถ้าเป็นสุขเวทนา สบาย เราก็ชอบใจหรือยินดี ถ้าเป็นทุกขเวทนา เราก็ไม่ชอบใจหรือยินร้าย 

…. โยมต้องแยกให้ได้ ๒ ตอน ที่ว่า สบาย กับยินดี หรือ สบาย แล้วชอบใจ นี่คนละตอนกัน 
…. ตอนสบายเป็นเวทนา เป็นฝ่ายรับ ยังไม่ดีไม่ชั่ว ยังไม่เป็นกุศลหรืออกุศล สบาย ไม่สบาย สุข ทุกข์ อันนี้ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ยังเป็นกลางๆ เป็นเวทนา 
…. แต่เมื่อไรเกิดปฏิกิริยาว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ ยินดี หรือ ยินร้าย อันนี้เรียกว่าเกิด “ตัณหา” แล้วตัณหานี้เป็นปฏิกิริยา เป็นสภาพจิตที่เป็น “สังขาร” แล้ว คือ ก้าวจากเวทนาไปเป็นสังขารแล้ว 
…. สุข-ทุกข์ สบาย-ไม่สบาย เป็น “เวทนา” 
…. แต่ ยินดี-ยินร้าย ชอบใจ-ไม่ชอบใจ เป็น “สังขาร” 
…. เมื่อเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจ คือเกิดตัณหาขึ้นมาแล้ว จากนี้เราจะคิด ถ้าชอบใจ เราคิดตาม
อํานาจความชอบใจ ถ้าไม่ชอบใจเราก็คิดตามอํานาจความไม่ชอบใจ ความคิดอย่างนี้เรียกว่า #ความคิดปรุงแต่ง จะเกิดความเอนเอียง จะเกิดปัญหาแก่จิตใจ จะมี “ตัวตน” ที่รับกระทบ อย่างนั้น อย่างนี้ 
…. แต่ถ้าเรา #คิดเชิงปัญญา คือ พิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้น? จึงเป็นอย่างนี้ อันนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร? สืบสาวหาเหตุปัจจัย อันนี้ ไม่ใช่คิดปรุงแต่ง อันนี้ เป็นการคิดเชิงปัญญา เช่น คิดสืบสาวตามหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงคิด ในตอนที่ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ต้องแยกให้ถูกว่า ความคิดมี ๒ แบบ เราไม่ควรจะคิดเชิงปรุงแต่ง เพราะจะทําให้ 

…. ๑. ไม่เกิดปัญญา ไม่เห็นตามเป็นจริง แต่เห็นตามอํานาจความยินดียินร้าย เป็นการสร้างภาพ และเกิดความลําเอียงไปตามความชอบชัง 
…. ๒. เกิดโทษต่อชีวิตจิตใจ ทําให้จิตใจขุ่นมัว เศร้าหมอง คับแคบ บีบคั้น เร่าร้อน เครียด เป็นต้น พูดสั้นๆ ว่าเกิดทุกข์ รวมทั้งปัญหานานา ทั้งแก่ตนและกับผู้อื่น ที่เนื่องจาก โลภะ โทสะ และโมหะ 

…. อนึ่ง ปัญหาและความสับสนในเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากเหตุอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของถ้อยคํา หรือ การใช้ถ้อยคําในความหมายเฉพาะของแต่ละท่าน คืออาจารย์บางท่านใช้คําว่า “ความคิด” นั้น #ในความหมายอย่างเดียว ว่าหมายถึง “ความคิดปรุงแต่งเท่านั้น” เมื่อพูดว่า ความคิด ก็คือความคิดปรุงแต่งนั่นเอง ในกรณีอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของผู้อ่านหรือผู้ศึกษา ที่จะต้องเข้าใจถ้อยคํานั้นไปตามความหมายที่ท่านต้องการ และไม่นําไปสับสนกับความหมายในที่อื่น 

…. อาตมายกเรื่องนี้มาพูด เพราะว่าเป็นคติที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” -

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : ธรรมกถาหัวข้อเรื่อง “ที่ประกาศอิสรภาพของมนุษย์” ที่ สถานที่ประสูตรของพระพุทธเจ้า ลุมพินี ในเขตประเทศเนปาล แสดงเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เวลา ๐๘.๒๕ น.

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

30 สิ่ง ที่ผู้ปฎิบัติธรรมที่ถูกต้องจะได้รับผล

1.ความโกรธน้อยลง เห็นความไม่พอใจและละมันได้เร็วขึ้น 
2.เปิดใจ ยอมรับ และเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่ตัดสินถูกผิด ดีชั่วผู้อื่น 
3.สนใจที่จะมองความผิดพลาดของตน แต่สนใจที่จะมองข้อดีของผู้อื่น 
4.เปิดใจรับฟังมากขึ้น เป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น ความอยากอวดภูมิรู้ของตนหมดไป 
5.เป็นคนซื่อตรง ไม่โกหก หลีกเลี่ยงการนินทาว่าร้าย และไม่พูดในเรื่องไร้สาระ 
6.มีความต้องการความสุขแบบโลกๆ เพื่อตัวเองน้อยลง เพราะเห็นความไร้สาระแก่นสารของโลก แต่เห็นความมีสาระแก่นสารของธรรมมากขึ้น 
7.มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความสุขกับงานที่ตนทำมากขึ้น 
8.ใช้ทรัพย์สินเงินทองเพื่อประโยชน์ของตนเองน้อยลง แต่กลับเสียสละทุกอย่างของตนให้ผู้อื่นได้มากขึ้น 9.สนใจพูดคุยแต่เรื่องราวอันเป็นไปเพื่อการละกิเลส ไม่สนใจในเรื่องราวที่เพิ่มกิเลส 
10.ไม่จุกจิก จู้จี้ ไม่ขี้บ่น ไม่คิดมาก ไม่สับสนว้าวุ่น ไม่น้อยอกน้อยใจ และไม่อิจฉาริษยา
11.มีความละอายใจในสิ่งไม่ดีแม้เล็กน้อย มีความรักความเมตตามากขึ้น คิดถึงผู้อื่น ปรารถนาที่จะไม่เบียดเบียน และปรารถนาที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น 
12.เห็นคุณค่าของวัตถุสิ่งของเครื่องใช้มากขึ้น เรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างคุ้มค่า เก็บรักษา ทนุถนอม แต่ไม่หวงแหนขี้เหนียว 
13.ยึดติดในผู้อื่นน้อยลง มีความเป็นอิสระจากผู้อื่นมากขึ้น มีความอยากให้ผู้อื่นเข้าใจตนน้อยลง 
14.หลับสบาย ไม่ว้าวุ่นใจ ตื่นนอนเป็นเวลา สามารถกำหนดเวลาตื่นได้ 
15.ไม่ยึดติดในความเป็นบวกเป็นลบ และความเป็นคู่ทั้งหลาย เห็นความธรรมดาของโลกสมมุติอันเป็นสิ่งปรุงแต่ง หาสาระแก่นสารที่แท้จริงมิได้ 
16.ร่วมหมู่คณะตามกาลเทศะ หากมันนำมาซึ่งประโยชน์ทางธรรม ไม่คลุกคลีตามอำเภอใจอันเป็นไปเพื่อการปรารภโลก จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ มองตน เรียนรู้ตน และแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง 
17.เห็นแจ้งและรับรู้สัมผัสในความงามและคุณค่าของธรรมชาติได้มากขึ้น มีความรักความกตัญญูต่อธรรมชาติมากขึ้น 
18.ไม่มีความต้องการที่จะสะสมอะไร จะมีสิ่งใดก็คำนึงถึงประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ทุกข์ไปกับสิ่งนั้น และไม่ยึดติดในความเป็นเจ้าของ 
19.เมื่อมีความปรารถนาในสิ่งใด มักได้ในสิ่งนั้น เพราะความปรารถนานั้นเป็นไปด้วยความพอเหมาะพอควรแก่เหตุปัจจัย และไม่เป็นไปเพื่อการได้ ดี มี เป็นของตน 
20.เห็นอุปสรรคและปัญหาไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหา กลับเป็นเรื่องสนุก เป็นหนทางแห่งการฝึกตน เป็นหนทางแห่งปัญญา
21.ไม่ยินดีในคำสรรเสริญ ไม่ยินร้ายในคำนินทา 
22.มีโอกาสพบกับผู้รู้และ พบครูผู้ชี้ทางให้เจริญยิ่งขึ้น 
23.เห็นสรรพชีวิตเสมอภาคกันเป็นเพื่อนกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ แบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งภพแบ่งภูมิ รักและปรารถนาดีต่อทุกๆชีวิตได้เสมอกัน 
24.ไม่คิดที่จะควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ยอมรับในความเป็นตัวตนของผู้อื่น และตนเป็นที่พึ่งของตนมากขึ้น 
25.มองเห็นคุณค่าของทุกๆสิ่งรอบตัว ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 
26.เข้าใจถึงผลและวิบากที่จะเกิดของทุกๆการกระทำได้มากขึ้น 
27.ตระหนักถึงความตายและความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตมากขึ้น เห็นคุณค่าของชีวิต และดำรงตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ 
28.มีความคิดสร้างสรรค์ คิดที่จะยังประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ติดในกรอบหรือจารีต แต่ก็ไม่ปฏิเสธต่อต้าน แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด มีความคิดเป็นเหตุเป็นผลและเป็นระบบอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งมากขึ้น 
29.ไม่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว หรืออ้างว้างเดียวดาย มีแต่ความเบาอิสระ และหนักแน่น มั่นคง 
30.มีความรู้ตัว รู้เท่าทันกายใจของตนเองอยู่ตลอดเวลา 

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565

ความเป็นจริงของเรา

ความจริงในวัยของเรา..มีเพื่อนมาก .คนรู้จักมาก..สิ่งที่เราได้พบเจอ คือ งานพิธีศพ คนที่จากเราไป..ความจริงของอายุขัย..วันเวลาผ่านไป ขีวิตเราก็จะสั้นลงไปทุกวัน .เราจึงต้องไม่ประมาท .คำว่าไม่ประมาทนั้น คือ กรรมของเรา การสร้างความดี สร้างบุญกุศล คือ ทาน ศีล ภาวนา

กรรมดี คือ คิดดี พูดดี ทำดี...กรรมของเรา เริ่มจาก คิด ปรุงแต่ง แสดงออก คำพูด และ ทำ ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากเรา หรือ จิต นั่นเอง..การเกิด ดับ  คือ การปรุงแต่ง เป็นสภาวะอารมณ์ที่เกิดจากตัวเรา จิตภายในกาย ที่เกิดการรับรู้

ถ้าเราจะทำความเข้าใจง่ายๆ พุทธะ สอนให้เรารู้จิตของเรานั่นเอง เมื่อรู้ที่มา คือ รู้ที่เหตุ การเกิด ดับ มาจากเรา ไม่ใช่การตายจากไป ซึ่งหมายถึง จิตที่ไม่มีกาย เมื่อไม่มีกาย ก็เป็นสภาวะของความว่าง ...ก็มีแค่นี้ กิเลส มาจากจิตกับกาย สร้างความคิด การปรุงแต่ง การรับรู้ขึ้นมา. ความเป็นจริง ของสัตว์โลกที่มีชีวิตอยู่

ความทุกข์ที่แท้จริง.มาจากจิตของเรา.ที่เกิดการรับรู้ได้จากผัสสะ ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

การบังคับจิตเรา รู้ทันความคิด การปรุงแต่ง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะหนีไปอยู่ในสภาพไหน แม้แต่การเป็นนักบวชก็ตาม เพราะจิตเรายังอยู่ในกาย การบังคับไม่ให้ปรุงแต่ง คือไม่ให้เกิดกิเลส จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เราจะรู้ทันความคิด และพยายามบังคับไม่ให้การเกิดปรุงแต่งก็ตาม

การทำให้จิตหรือเราที่ยังอยู่ในกาย ให้อยู่ในสภาวะของความว่างเปล่า จึงทำได้ไม่ง่าย แม้แต่เป็นนักบวช เราต้องรู้ เหตุของทุกข์ เพื่อหาทางดับทุกข์ให้ออกจากจิตเรา ..ถ้ายังมีห่วงในจิต คือ มีพันธะ ภาระ ครอบครัว จึงทำได้ยาก พุทธะจึงต้องสละสิ่งที่ใกล้ตัวทั้งหมดออกไปก่อน .ให้เกิดเป็นความสันโดด..จิตพ้นห่วงพันธะตรงนี้ ให้หมดไป

การบรรลุโสดาบัน ยังเป็นไปได้ยาก อย่าหวังไปสู่นิพพาน ที่ไม่มีเกิด มีดับ. .โอกาสสุดท้ายของจิต จึงสำคัญที่สุดในความหมายไปสู่ภพที่ดี..จิตไม่มีห่วงพันธะ หลุดพ้นความผูกพันที่เรามีอยู่..เป็นไปได้ยากหรือง่ายใน ปุถุชน ที่ต้องฝึกปฏิบัติ..แค่รู้ธรรม แต่อวดรู้ อวิชชาทั้งหลาย .อธิบายแม้จิตตนเองยังไม่ได้..

การปฏิธรรม คือ การรู้ตัวตนของเรา รู้จิตของเรา พิจารณาตามความจริงที่ผ่านมาในชีวิตเรา ..โลภ โกรธ หลง ..แค่พื้นฐานแห่งจิต ที่อยู่ในกาย.ลด ละ ลง การบังคับให้รู้จักพอ..เมื่อยังไม่รู้จักพอ .ความอยากเป็น อยากไป นิพพาน คือ กิเลส ดี อย่างหนึ่ง .จึงดับลงไม่ได้ ..ดับ คือ ปล่อยวาง ทำให้ว่างเปล่า..

"รู้เรา รู้ตัวเรา รู้ไม่ใช่ของเรา"..รู้แล้วต้องปฏิบัติให้ได้จริง เป็นจริง คือ บรรลุธรรม

คำสอนต่างๆ ที่สอน คือ สอนให้รู้จิตเรา การปฏิบัติหรือทำนั้นสำคัญกว่าการรู้ ความรู้แค่ความจำ การปฏิบัติทำให้เกิดปัญญา เพราะรู้จริง ทำจริง .ไม่ว่าอะไรล้วนเป็นธรรมะ ทั้งสิ้น เพราะเป็นความจริง ที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่เรายังไม่รู้เท่านั้น 

ดังนั้น พุทธเจ้าองค์ต่อไป คำสอนที่จะสอนให้คนเรารู้ความเป็นจริง ก็จะเกิดขึ้นในยุคเสื่อมสุดๆของจิตของคนเรา คือความไม่รู้ตัวตนที่แท้จริง มีจำนวนมากขึ้น เกิดความวุ่นวาย จนหาความสงบไม่ได้ 

เมื่อจิตไม่มีที่พึ่งที่เป็นจริง นับถือไปตามความเชื่อ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริง เป็นจริง ความเชื่อเหล่านี้ ก็จะค่อยเสื่อมหายไป ขณะเดียวกันมีคนอีกกลุ่มที่แสวงหาความจริง ความสงบ และเมื่อปฏิบัติแล้ว รู้จริง ได้ด้วยตนเอง สามารถอธิบายได้ ทำได้ นั่นแหละจึงเจ้าสู่ยุค ศิวิไลย์ พบพระพุทธเจ้าองค์ใหม่..

คำสอน ของพระอริยสงฆ์ ..ยังไม่บรรลุโสดาบัน.มีหลายรูปแบบ 
การสอนที่เน้นสาระสำคัญ เรื่องของจิต 
การสอนที่เน้นการปฏิบัติ ให้รู้ได้ด้วยตนเอง
การสอนที่เน้น ความรู้ จำคำสอน พุทธวจน พระไตรปิฎก
การสอนบูรณการรวมทั้งหมด ...เรื่องจิต ปฏิบัติ คำสอน พระไตรปิฎก
 
ดังนั้นแบบไหน จึงจะดับทุกข์ ดับกิเลสได้ ลองนึกทบทวนเอาเอง ..ว่าท่านๆทั้งหลายต้องการอะไรกันแน่..อย่าหลง อย่าเชื่อ ถ้ายังไม่รู้จริง และยังไม่รู้ความเป็นจริง.

มาร 8 ตัว ที่เราต้องเจอเพื่อทดสอบบารมี

มารไม่มีบารมีไม่เกิด

มาร 8 ตัว ที่เราต้องเจอเพื่อทดสอบบารมี

ในชีวิตคนเรานั้นมารมาในรูปแบบต่างๆ เพื่อทดสอบว่า เราเป็นผู้มีบุญบารมีระดับใด พึงสังเกตุระวังมาร 8 ตัวนี้ให้ดี

1. มาร มาช่วยเสริมสร้างบุญบารมีหากเราคิดเป็น มีธรรมในใจจริง

2. มาร เข้ามาในชีวิต เพื่อให้เรารู้ว่า กฏแห่งกรรมมีจริง ผลแห่งกรรมมีจริง

3. มาร มาในรูปแบบคู่ชีวิต เจ้ากรรมนายเวรมีแต่เรื่องปวดหัว เรื่องร้อนในใจ เข้ามาเพื่อให้เรารู้สึกตัว รู้จักที่จะฝึกจิตให้อดทน รู้จักยับยั้งชั่งใจไม่กระทำบาปกรรมตอบสนอง รู้ดีรู้ชั่ว ไม่สร้างเวรกรรมใหม่ผูกพันกันหนักขึ้นไปอีก

4. มาร มาในรูปแบบเพื่อนรอบตัวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ที่ทำงาน เพื่อนบ้าน เพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ เข้ามาทดสอบจริยธรรม คุณธรรมของเราว่าเราอยู่ในระดับไหน เข้ามาเพื่อให้เราได้เห็นทางสว่างขึ้น พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เข้าใจโลกและธรรมมากขึ้น

5. มาร มาในรูปแบบเงินทั้งการอัตคัดขัดสน เพื่อให้เราจักความจริงแท้ของธรรมชาติ ได้รู้จักตน รู้จักพอประมาณ รู้จักใช้ชีวิตที่พอเพียง ไม่ประมาท เกิดปัญญาในการมีชีวิตโดยไม่เอาเงินเป็นที่ตั้งก็มีความสุขได้

6. มาร มาในรูปแบบเงินมากมายที่ยั่วยวนให้เราหลงใหล มาทดสอบกิเลสว่า ทดสอบคุณธรรมว่าเราดีจริงหรือไม่

7. มาร มาในรูปแบบปัญหาในเนื้องานที่เราทำ ทำให้เราตื่น ที่ต้องแสวงหาปัญญาในทางแก้ไข ทำให้เรารู้ว่าปัญญาของเราอยู่ในระดับไหน ต้องเสริมเพิ่มเติมอย่างไร

8. มาร มาในรูปแบบการขัดขวางการสร้างบุญ ทำให้เรารู้คุณค่าของบุญ ที่แท้จริง มาเสริมให้เรามีจิตใจ มีศรัทธา ไม่ย่อท้อในการสร้างบุญบารมีมากขึ้น

ขอให้พิจารณามารในความเป็นจริงในแง่มุมที่เกิดผล ขอบุญบารมีจงบังเกิดแก่ท่านทุกคน

..

ครูบาเจ้าศรีวิชัย

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

30 คำสอน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

“30 คำสอน หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต” ซึ่งเป็น “หัวใจ” หรือเป็น “แก่น” สำคัญๆ ความว่า… 
 
1.ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะแยกกันไม่ได้ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ต้องอาศัยกันอยู่ฉันใดก็ดี ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก็อาศัยกันอย่างนั้น สัทธรรมสามอย่างนี้ จะแยกกันไม่ได้เลย 
 2.จงพากันมีสติคอยระวังตัว อย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเหล่าๆ เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย 
 3.จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตน คือ ใจเป็นเยี่ยมจุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ “ใจ” ควรบำรุงรักษาด้วยดี 
 4.ได้ใจแล้ว คือได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจตนแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน 
 5.ใจนี่แล คือ สมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติ ก็คือ ผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง 
 6.หากคนดีมีศีลธรรมในใจ หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีคุณมากกว่าเงินเป็นล้านๆ เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ เหมือนได้คนดีทำประโยชน์ 
 7.ทาน ศีล ภาวนา เป็นรากเหง้าของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนาที่มนุษย์ต้องคอยสั่งสมให้มาอยู่ในนิสัย 
 8.ทานเป็นเครื่องแสดงน้ำใจ เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ศีลเป็นเครื่องปัดเป่าความคิดของผู้มีกิเลส ภาวนาอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผลและความถูกต้อง
 9.ผู้เป็นหัวหน้าหรือมีภารกิจมาก ควรหันมาฝึกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการภาวนาช่วยแก้ความยุ่งยากลำบากใจทุกประเภทที่เป็นภาระหนัก หากปล่อยใจโดยไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง คงไม่ได้รับความสุข แม้จะมีสมบัติก่ายกอง 
10.วาสนานั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นเหมือนคนพาลได้ บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต (ผู้มีปัญญาและประพฤติดี) วาสนาก็เลื่อนขั้นเป็นบัณฑิต ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น 

 11.อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย 
 12.เกิดมาแล้ว ก็แก่ เจ็บ ตาย แต่ก่อนจะตาย ทานยังไม่มี ก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษา ก็รักษาเสีย ภาวนายังไม่เคยเจริญ ก็เจริญให้พอเสียจะได้ไม่เสียที ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาด้วยความไม่ประมาท นั้นละจึงจะสม กับที่ได้เกิดมาเป็นคน 
 13.ผู้มีปัญญาไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ผู้มีปัญญาได้เห็นธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย ผู้มีปัญญาซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน 
 14.จะเอาอะไรมาเพิ่มอีก ก็ถ้าหากตายไปในวันนี้วันพรุ่งนี้ สิ่งต่างๆ ที่เคยมีและผ่านเข้ามา ตะเกียกตะกายดิ้นรนไขว่คว้าทุกอย่างก็จะเป็นเพียงแค่ สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของเรา 
 15.ไม่ควร “ยกโทษ ผู้อื่น” หรือ “เพ่งโทษผู้อื่น” ถึงแม้นผู้นั้น จะไม่ดีก็ตามที เพราะการเพ่งโทษผู้อื่น จะนำความวิบัติสู่ตนโดยไม่รู้ตัว ความเผลอสติ มักพาให้ผู้คนนั้น “ยกโทษผู้อื่น และพยายามยกคุณตนเอง” แทนที่จะ “ยกคุณผู้อื่น ยกโทษตนพิจารณา” 
16.เราต้องการของดี คนดีจำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นฝึกไปไม่ได้ งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกตน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจึงหมดการฝึก คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน
 17.คนมีทานย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผย และเด่นในปวงชน เป็นที่เคารพรักในหมู่ชน จะตกอยู่ทิศใดย่อมไม่อดอยาก ขาดแคลนจะมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์ ผู้มีทานประดับตน ย่อมไม่เป็นคนล้าสมัย บุคคลทุกชั้นไม่รังเกียจ
 18.บุคคลใดปฏิบัติแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด แก่ เจ็บ และตายในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เห็นซึ่งอะไรๆ ในเบื้องต้น ท่ามกลางหรือที่สุดในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของไม่ควรถือเอา 
 19.อย่าลดละท้อถอยความเพียร ธรรมเป็นสมบัติกลางและเป็นสมบัติของทุกคนที่ใคร่ต่อธรรม พระพุทธเจ้ามิได้ผูกขาดไว้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ ต่างมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของได้ด้วยการปฏิบัติดีของตนด้วยกัน
 20.ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดแต่ตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรมไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน
 21.ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทน ในการต่อสู้กับกิเลสตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้ และในดวงใจนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพ ทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้น
 22.ฝึกตนดีแล้ว จึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า ถ้าบุคคลไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้ว และทำการจำแนกธรรมสั่งสอนไซร้ ก็จักเป็นผู้มีโทษปรากฏว่า ปาปโก สทฺโท โหติ คือ เป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ
 23.ผู้มีสมบัติพอประมานในทางที่ชอบ มีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริงทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์
 24.อย่าไปสนใจคิดถึงกาลสถานที่ หรือบุคคลใดๆ ว่าเป็นภัยและเป็นคุณ ให้เสียเวลาและล่าช้าไปเปล่า โดยไม่เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งกว่าการคิดเรื่องกิเลสกับธรรม ซึ่งมีอยู่ที่ใจ
 25.การงานทุกชนิดที่ทำด้วยใจ ของผู้มีภาวนาจะสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย ทำด้วยความใคร่ครวญเล็งถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เป็นผู้มีหลักมีเหตุผล ถือหลักความถูกต้องเป็นเข็มทิศทางเดินของกาย วาจา ใจ ไม่ปิดซ่อนให้ความอยากอันไม่มีขอบเขตเข้ามาเกี่ยวข้อง 
 26.ความทุกข์ ทรมาน ความอดทน ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที
 27.ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้น พวกเธอทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่ธรรม พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแล
 28.“ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงเป็นคุณค่าของผู้อื่นรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็สั่งสอนแล้วจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน” 
 29.“กิเลสแท้ ธรรมแท้อยู่ที่ใจ ส่วนเครื่องส่งเสริมและกดถ่วงกิเลสและธรรมนั้นมีอยู่ทั่วไปทั้งภายในภายนอก ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้หลบหลีกปลีกตัวจากสิ่งยั่วยวนกวนใจ อันจะทำให้กิเลสที่มีอยู่ภายในกำเริบลำพอง มีรูป เสียง เป็นต้น และสอนให้เที่ยวอยู่ในที่วิเวกสงัด เพื่อกำจัดกิเลสชนิดต่างๆ ด้วยความเพียรได้ง่ายขึ้น อันเป็นการย่นวัฏฏะภายในใจให้สั้นเข้า”
 30.จิตที่ได้รับการอบรมที่ถูกต้องแล้วปัญญาย่อมเกิดขึ้น จะมองดูอะไรก็เป็นนิยายนิกธรรมทั้งสิ้น ส่วนผู้มี่ได้รับการอบรมจิตที่ถูกต้อง ปัญญาแท้จริงก็ไม่เกิด แม้ผู้นั้นกำลังจับพระไตรปิฎกอ่านอยู่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งทำให้เกิดความลังเลสงสัยตลอดไป ส่วนผู้มีปัญญาอบรมมาด้วยจิตที่ถูกต้อง แม้จะไม่ต้องจับพระไตรปิฎก แต่ก็น้อมเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นธรรม เป็นยอดพระไตรปิฎกได้ 

 ท้ายสุดนี้ผู้เขียนเอง และหนังสือพิมพ์มติชนของอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยประทานพรให้แฟนๆ มติชนทุกคนตลอดพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สุขกายสุขใจ เจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า มั่งมีศรีสุข แคล้วคลาดปลอดภัย สมหวังและโชคดีในชีวิตเสมอๆ และตลอดไปด้วยการเจริญภาวนา “วิปัสสนากัมมัฏฐาน”…

”30 คำสอนหลวงปู่มั่นฯ” มีคุณค่า ที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้วางฐานรากให้แก่คนไทยทั้งประเทศตลอดจนพลเมืองทั่วโลก จน “องค์การยูเนสโก” ได้ยกย่อง “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นบุคคลสำคัญของโลก” ไงเล่าครับ 

 เครดิต ที่มา www.matichon.co.th

คำว่า “สติ”

ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค

และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ

กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร

แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ ก็สักแต่ว่าเท่านั้น

แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ

ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย.

🌼🌼🌼🌼

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต