วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล สมาธิน้ำเย็น

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. นามเดิม เยื้อน หฤทัยถาวร ฉายา ขนฺติพโล เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 

พระวิปัสสนาจารย์ให้กัมมัฏฐานแก่ศิษยานุศิษย์ "สมาธิน้ำเย็น" เป็นอุบายในการฝึกปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2495 ณ บ้านระไซร์ ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เดิมชื่อ นายเยื้อน หฤทัยถาวร บิดาชื่อ นายมอญ หฤทัยถาวร มารดาชื่อ นางหิต หฤทัยถาวร มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ท่านเป็นบุตรคนแรก จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านระไซร์ ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

อุปสมบท

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. อุปสมบทเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2515 ณ พัทธสีมาวัดบูรพาราม (ธรรมยุต) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีพระรัตนากรวิสุทธิ์ (ดูลย์ อตุโล) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ธรรมยุต) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสถิตยสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิมลสีลคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า "ขนฺติพโล"

ประวัติ

พระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ. เริ่มศึกษาพระธรรมและปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่ดุลย์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 ต่อมาหลวงปู่ดูลย์ได้ฝากให้เข้ารับการศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติกับ พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) ที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516 ได้อยู่ฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับหลวงตามหาบัว จนถึงปีพ.ศ. 2518 หลวงพ่อเยื้อนได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ดูลย์ที่ได้รับสั่งจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ให้ไปช่วยปลอบขวัญชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเขมรแดงที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ จนถึงปีพ.ศ. 2519 หลวงพ่อเยื้อนได้หลบหนีภัยสงครามกลับไปจำพรรษาที่วัดบูรพารามจนถึงปีพ.ศ. 2520 ท่านได้รับมอบหมายให้ไปสร้างวัดป่าอตุโลบุญญลักษม์ อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ และเป็นเจ้าอาวาสรวมทั้งได้ร่วมสร้างพุทธอุทยานเขาศาลา วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ต่อมาหลวงพ่อเยื้อนได้รับอาราธนาเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโรจนถึงปัจจุบัน

พุทธอุทยานเขาศาลา วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

พุทธอุทยาน วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีป่าและภูเขาล้อมรอบ มีเนื้อที่ครอบคลุม ประมาณ 10,865 ไร่ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ และสมุนไพรหายาก รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร มีทัศนียภาพที่งดงาม สภาพแวดล้อมเงียบสงบร่มเย็น เหมาะกับการศึกษาปฏิบัติธรรม และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญยิ่ง ผืนป่าบางส่วนติดชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงแม้ว่าจะมีร่องรอยการตัดไม้ทำลายป่าให้เห็นอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ป่าทั้งผืนแห่งนี้ จัดได้ว่าอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในอิสานใต้ของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2536 กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น (ปัจจุบัน กรมป่าไม้ อยู่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ได้ประกาศบริเวณพื้นที่ป่าเป็นเขตพุทธอุทยาน ให้ดำเนินโครงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ตามความคิดริเริ่มของพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.กกล.สุรนารี โดยมี เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 คณะกรรมการวัดได้มีมติในการจัดสร้างพระอุโบสถเพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในมหามงคลวโรกาสครั้งนั้น ลักษณะพระอุโบสถเป็นทรงไทยประยุกต์ ขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร ผลจากพลังศรัทธาสามัคคี และความมานะพยายามของพระเทพวชิรญาณโสภณ,วิ.(เยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าอาวาส ตลอดจนคณะสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ และ พุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ได้ร่วมเสียสละกำลังกาย และทุนทรัพย์ อุปถัมภ์การก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยไม่ใช้งบทางราชการแต่อย่างใด และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2541 เพื่อให้เป็นการสมบูรณ์ตามแบบพระธรรมวินัย และทางวัดได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2547 โดยมี พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยในขณะนั้นมาเป็นประธานในพิธี

ในปี พ.ศ. 2547 นอกเหนือจากมีพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตแล้ว ก่อนหน้านี้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เลือกพุทธอุทยาน วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร แห่งนี้เป็นหนึ่งในวัดต่าง ๆ ที่เข้าร่วม โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สมัครใจมาปฏิบัติธรรม โดยไม่ถือเป็นวันลาตามมติคณะรัฐมนตรีในการพัฒนาบุคลากรโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

1. รอยพระพุทธบาท มีการแกะสลักเป็นรอยพระพุทธบาท ขนาดใหญ่ ขนาดยาว 320 เมตร และกว้าง ช่วงปลายนิ้ว 150 เมตร ช่วงส้นเท้า 70 ซม. ภายในฝ่าพระบาทแกะเป็นตารางขนาด 8 ซม. มีรูปสัตว์นานาชนิดอยู่ภายในตาราง

2. อุโมงค์พญานาค นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดอุโมงค์เพื่อเดินขึ้นไปบนวัดได้

3. องค์พระนาคปรกขนาดใหญ่ พระพุทธรูปนาคปรก องค์ใหญ่มีศาลาขนาบสองข้างใกล้หน้าผา

4. เพิงหินเต่าตั้งเทินกันบนคอคอดที่ริมหน้าผา เหมือนพระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่บนหน้าผานางคอย ที่มีวิวทิวทัศน์ให้ดูสวยงามมาก มีก้อนหินซ้อนเทินกันหมิ่นเหม่รูปทรงคล้ายเต่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น