“โยนิโสมนสิการ” คิดเป็น รู้จักคิด รู้จักพิจารณา
คิดปรุงแต่ง กับ คิดวิปัสสนา ต่างกันอย่างไร? .“ ในเรื่อง โยนิโสมนสิการ นี้ สิ่งที่สําคัญอย่างหนึ่ง คือ เรื่องของความคิด ได้แก่ การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา บางทีเราไปสอนกันว่า ในทางพุทธศาสนา ในการปฏิบัติธรรม เช่น อย่างวิปัสสนานี้ไม่ให้คิด การพูดอย่างนี้จะต้องระมัดระวัง มิฉะนั้น อาจจะพลาดได้
พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ ก็ด้วยการคิด แต่หมายถึงการรู้จักคิด คือต้องคิดเป็น อย่างที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้าทรงคิดตลอดเลย เช่น ในการพิจารณาสภาพจิตของพระองค์เอง ทรงแยกความคิดเป็นฝ่ายกุศล และ ฝ่ายอกุศล ทรงพิจารณาว่า มันเกิดขึ้นแล้วมีผลดีหรือผลร้าย และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เพราะอะไรเป็นปัจจัย พระองค์คิดทั้งนั้นเลย แต่คิดคู่ไปกับการตรวจสอบสืบค้นความจริงเพราะฉะนั้น ต้องแยกว่า ความคิด มี ๒ อย่าง คือ ความคิดปรุงแต่ง กับ ความคิดเชิงปัญญา เช่นที่เรียกว่า “สืบสาวหาเหตุปัจจัย”
…. เบื้องต้น ความคิดที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแนะนําให้เราคิด ทรงแนะนําให้เราละเสีย ก็คือ ความคิดปรุงแต่ง
…. “ความคิดปรุงแต่ง” คือคิดอย่างไร? คือความคิดด้วยอํานาจความยินดียินร้าย ใต้อิทธิพลของความชอบชัง หมายความว่า คนเรานี้ได้ประสบอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาประสบอารมณ์นั้น นอกจากการรับรู้แล้ว ก็จะมีสิ่งหนึ่ง คือความรู้สึกที่เรียกว่า “เวทนา” สิ่งใดที่เข้ามาแล้วเป็นที่สบาย เรียกว่า เกิดสุขเวทนา อันใดที่ไม่สบาย เรียกว่า เกิดทุกขเวทนา
…. สิ่งทั้งหลายที่เรารับรู้ทุกอย่าง จะมีความรู้สึกประกอบอยู่ด้วย เวลาเราเห็นไม่ใช่เฉพาะว่าเห็นรูปร่าง เห็นสีเขียว สีขาว สีดํา สีแดง รูปร่างกลม ยาว เหลี่ยม เท่านั้น ทุกครั้งที่เราได้ดูได้เห็นนั้น เรามีความรู้สึกด้วย คือมีความรู้สึกสบาย ไม่สบาย อันนี้แหละเป็นตัวสําคัญ
…. ความรู้สึกที่เรียกว่า “เวทนา” นี้ จะทําให้เราเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า ความชอบ หรือ ไม่ชอบ หรือที่ภาษาเก่าของพระเรียกว่า “ยินดียินร้าย” ถ้าเป็นสุขเวทนา สบาย เราก็ชอบใจหรือยินดี ถ้าเป็นทุกขเวทนา เราก็ไม่ชอบใจหรือยินร้าย
…. โยมต้องแยกให้ได้ ๒ ตอน ที่ว่า สบาย กับยินดี หรือ สบาย แล้วชอบใจ นี่คนละตอนกัน
…. ตอนสบายเป็นเวทนา เป็นฝ่ายรับ ยังไม่ดีไม่ชั่ว ยังไม่เป็นกุศลหรืออกุศล สบาย ไม่สบาย สุข ทุกข์ อันนี้ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ยังเป็นกลางๆ เป็นเวทนา
…. แต่เมื่อไรเกิดปฏิกิริยาว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ ยินดี หรือ ยินร้าย อันนี้เรียกว่าเกิด “ตัณหา” แล้วตัณหานี้เป็นปฏิกิริยา เป็นสภาพจิตที่เป็น “สังขาร” แล้ว คือ ก้าวจากเวทนาไปเป็นสังขารแล้ว
…. สุข-ทุกข์ สบาย-ไม่สบาย เป็น “เวทนา”
…. แต่ ยินดี-ยินร้าย ชอบใจ-ไม่ชอบใจ เป็น “สังขาร”
…. เมื่อเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจ คือเกิดตัณหาขึ้นมาแล้ว จากนี้เราจะคิด ถ้าชอบใจ เราคิดตาม
อํานาจความชอบใจ ถ้าไม่ชอบใจเราก็คิดตามอํานาจความไม่ชอบใจ ความคิดอย่างนี้เรียกว่า #ความคิดปรุงแต่ง จะเกิดความเอนเอียง จะเกิดปัญหาแก่จิตใจ จะมี “ตัวตน” ที่รับกระทบ อย่างนั้น อย่างนี้
…. แต่ถ้าเรา #คิดเชิงปัญญา คือ พิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้น? จึงเป็นอย่างนี้ อันนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร? สืบสาวหาเหตุปัจจัย อันนี้ ไม่ใช่คิดปรุงแต่ง อันนี้ เป็นการคิดเชิงปัญญา เช่น คิดสืบสาวตามหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงคิด ในตอนที่ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ต้องแยกให้ถูกว่า ความคิดมี ๒ แบบ เราไม่ควรจะคิดเชิงปรุงแต่ง เพราะจะทําให้
…. ๑. ไม่เกิดปัญญา ไม่เห็นตามเป็นจริง แต่เห็นตามอํานาจความยินดียินร้าย เป็นการสร้างภาพ และเกิดความลําเอียงไปตามความชอบชัง
…. ๒. เกิดโทษต่อชีวิตจิตใจ ทําให้จิตใจขุ่นมัว เศร้าหมอง คับแคบ บีบคั้น เร่าร้อน เครียด เป็นต้น พูดสั้นๆ ว่าเกิดทุกข์ รวมทั้งปัญหานานา ทั้งแก่ตนและกับผู้อื่น ที่เนื่องจาก โลภะ โทสะ และโมหะ
…. อนึ่ง ปัญหาและความสับสนในเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากเหตุอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของถ้อยคํา หรือ การใช้ถ้อยคําในความหมายเฉพาะของแต่ละท่าน คืออาจารย์บางท่านใช้คําว่า “ความคิด” นั้น #ในความหมายอย่างเดียว ว่าหมายถึง “ความคิดปรุงแต่งเท่านั้น” เมื่อพูดว่า ความคิด ก็คือความคิดปรุงแต่งนั่นเอง ในกรณีอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของผู้อ่านหรือผู้ศึกษา ที่จะต้องเข้าใจถ้อยคํานั้นไปตามความหมายที่ท่านต้องการ และไม่นําไปสับสนกับความหมายในที่อื่น
…. อาตมายกเรื่องนี้มาพูด เพราะว่าเป็นคติที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า”
-
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมกถาหัวข้อเรื่อง “ที่ประกาศอิสรภาพของมนุษย์” ที่ สถานที่ประสูตรของพระพุทธเจ้า ลุมพินี ในเขตประเทศเนปาล แสดงเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เวลา ๐๘.๒๕ น.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น