อย่างนี้จึงจะเรียกว่า “ทําบุญ” ที่แท้จริง
“ ทีนี้ ก็มาดูว่า บุญ นั้นแค่ไหน?การทําบุญท่านเรียกว่า “บุญกิริยา” หรือเรียกยาวว่า “บุญกิริยาวัตถุ” คือเรื่องของการทําบุญ ญาติโยมที่คุ้นวัดจะนึกออกว่า บุญกิริยาวัตถุ มี ๓ อย่าง คือ
๑. ทาน การให้ เผื่อแผ่ แบ่งปัน
๒. ศีล การประพฤติสุจริต มีความสัมพันธ์ดีงาม ไม่เบียดเบียนกัน
๓. ภาวนา ฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ เจริญปัญญา
ทาน ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง, ศีล ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง, ภาวนา ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง และสูงขึ้นไปตามลําดับด้วย
ศีล เป็นบุญที่สูงกว่าทาน, ภาวนา เป็นบุญที่สูงกว่าศีล, แต่เราสามารถทําไปพร้อมกันทั้ง ๓ อย่าง
เหตุใดจึงเรียกการถวายของแก่พระที่วัดว่าเป็นการ“ทําบุญ” แต่ให้แก่ชาวบ้านเรียกว่าเป็น“ทาน”เฉยๆ เรื่องนี้อาจเกิดจากการที่ว่า...
๑. เวลาเราไปถวายแก่พระที่วัด เราไม่ใช่ถวายทานอย่างเดียวเท่านั้น คือ ในเวลาที่เราไปถวายสิ่งของเครื่องไทยธรรม หรือทําอะไรที่วัดนั้น นอกจากทานเป็นอย่างที่ ๑ แล้ว
๒. ศีลเราก็ได้รักษาไปด้วย คือ เราต้องสํารวมกาย วาจา อยู่ในระเบียบแบบแผน วัฒนธรรมประเพณี เรื่องมารยาท อากัปกิริยา และการสํารวมวาจาต่างๆนี้ เป็นศีลทั้งสิ้น และ เวลานั้นเรางดเว้นความไม่สุจริตทางกาย วาจา ความไม่เรียบร้อย การเบียดเบียนทุกอย่างทางกาย วาจา เราละเว้นหมด เราอยู่ในกายวาจาที่ดีงาม ที่ประณีต ที่สํารวม ที่ควบคุม นี่คือเป็น “ศีล”
๓. ในด้านจิตใจ จะด้วยบรรยากาศของการทําบุญก็ตาม หรือด้วยจิตใจที่เรามีความเลื่อมใสตั้งใจไปด้วยศรัทธาก็ตาม จิตใจของเราก็ดีงามด้วย เช่น มีความสงบ มีความสดชื่น เบิกบาน ผ่องใส มีความอิ่มใจ ตอนนี้เราก็ได้“ภาวนา”ไปด้วย
ยิ่งถ้าพระได้อธิบายให้เข้าใจในเรื่องการทําทานนั้นว่า ทําเพื่ออะไร มีประโยชน์อย่างไร สัมพันธ์กับบุญ หรือการปฏิบัติธรรมอื่นๆอย่างไร ฯลฯ เรามองเห็นคุณค่าประโยชน์นั้น และมีความรู้ความเข้าใจธรรม เข้าใจเหตุผลต่างๆมากขึ้น เราก็ได้“ปัญญา”ด้วย
ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ ก็จึงกลายเป็นว่า เมื่อเราไปที่วัดนั้น แม้จะไปถวายทานอย่างเดียว แต่เราได้หมดทุกอย่าง ทานเราก็ทํา ศีลเราก็พลอยรักษา ภาวนาเราก็ได้ ทั้งภาวนาด้านจิตใจและภาวนาด้านปัญญา
เพราะฉะนั้น เมื่อเราไปที่วัด ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง เราจึงไม่ได้ถวายทานอย่างเดียว แต่เราได้มาครบ ตอนแรกเราตั้งใจไปถวายทานอย่างเดียว แต่เมื่อไปแล้วเราได้มาครบทั้งสาม
ทีนี้ เราจะบอกว่า เราไปถวายทานมาเราก็พูดไม่ครบก็เลยพูดว่าเราไป“ทําบุญ” เพราะว่าเราได้ทั้งสามอย่างที่ว่ามานี้ ก็เป็นเหตุให้การถวายทานอย่างเดียวกลายเป็นมีความหมายเป็น “ทําบุญ” (ครบทั้งสามอย่าง)
เมื่อโยมเข้าใจอย่างนี้แล้ว ต่อไป เวลาไปถวายทานที่วัดก็ต้องทําให้ได้บุญครบทั้ง ๓ อย่าง คือ ถวายทานอย่างเดียว แต่ต้องให้ได้ทั้งศีล ทั้งภาวนาด้วย อย่างนี้จึงจะเรียกว่า “ทําบุญ” ที่แท้จริง.”


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น