“สัมมาทิฏฐิ” มีความสําคัญในการนําทุกสิ่งไปอย่างถูกต้อง
เราจะต้องมีสัมมาทิฏฐิต่อสัจจะของสิ่งทั้งปวงอย่างจําเป็นที่สุด; ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว สิ่งที่เราจะยึดถือเอาเป็นเครื่องมือหรือเป็นที่พึ่งมันก็ผิดหมด. นี่ฟังดูให้ดีนะ #เราจะทําอะไรที่เขานิยมกันว่าถูกว่าดีนั้นมันจะต้องประกอบอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ หรือว่าเห็นถูกต้องแล้ว แม้แต่ความสุจริตของเราก็จะเป็นความเซ่อ, ความซื่อตรงสุจริตน่ะ ที่มันปราศจากสัมมาทิฏฐิ มันจะกลายเป็นซื่อจนเซ่อ; หรือว่าเราจะมีสัจจะ มีสัจจะอย่างเต็มที่เต็มอัตราของมันเลย, แต่ถ้าสัจจะนั้นไม่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิแล้วมันก็คงจะโง่, แม้จะทําบุญ ถ้าปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้ว บุญนั้นแหละมันจะไม่เป็นบุญดอก, มันจะเป็นเรื่องไม่ดับทุกข์ จะเป็นเรื่องทําให้เมา ให้หลง เหมือนกับที่เขาทําบุญกันมากๆ แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ทําบุญนิดเดียวสิ้นเงินไปตั้งหมื่นตั้งแสน ไม่ได้รับประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีสัมมาทิฏฐิ, บวชลูกชายคนหนึ่งเสียเงินตั้ง ๒-๓ หมื่น นี่มันไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้วมันก็ไม่ได้อะไร, จะทํากุศลก็เหมือนกันแหละ จะต้องมีสัมมาทิฏฐิ แต่ว่ากุศลมันหมายถึงสัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว, ไอ้คําพูดว่ากุศลนี้ มันมีความหมายแห่งสัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้อยากจะพูดภาษาชาวบ้านทั่วๆไป ชาวบ้านของเราเมื่อพูดถึงกุศลก็ยังไม่ค่อยเล็งถึงสัมมาทิฏฐิ เอาไปปนกันกับบุญ ทําให้ดีก็แล้วกัน, ทีนี้ ถ้ามันไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไอ้ดีนั้นแหละมันก็ดีอย่างมิจฉาทิฏฐิก็ได้
แม้แต่ว่าจะรักษาศีล ประพฤติวัตร ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว ไอ้ศีลนั้นน่ะ มันก็ไม่เป็นศีลไปได้ มันเป็น “สีลัพพัตตปรามาส” ไปเสียหมด คือศีลที่ไม่ถูก ไม่ตรงตามความมุ่งหมายของศีล, ฉะนั้น ถ้าใครจะรักษาศีลก็ขอให้ศีลนั้นถูก กํากับอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นศีลชนิดที่ไม่สําเร็จประโยชน์อะไร เขาเรียกว่า “สีลัพพัตตปรามาส”
แม้จะทําสมาธิ ก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิคุมอยู่ จึงจะเป็นสัมมาสมาธิในพระพุทธศาสนา; ปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้ว สมาธินั้นก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ สมาธิที่ทุจริต สมาธิที่เป็นไปเพื่อกิเลส เป็นไปเพื่อหาประโยชน์
แม้แต่“ญาณ” ความรู้นี่ก็เถอะ, ถ้าปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้ว มันก็เป็นมิจฉาญาณก็ได้ แต่คําว่าญาณในความหมายเฉพาะก็หมายถึงมันถูกต้อง, แต่ถ้าพูดกลางๆธรรมดา, คําว่าญาณนี้เป็นมิจฉาญาณะก็ได้ เป็นสัมมาญาณะก็ได้ จะเป็นสัมมาญาณะได้ ก็เพราะมีสัมมาทิฏฐิเข้าไปควบคุมอยู่ ความรู้หรือญาณนั้นจึงจะเป็นญาณที่ถูกต้อง คือดับทุกข์ได้ ฉะนั้น เราจึงพูดว่า ถ้าปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกกันว่าดี ว่าบุญ ว่ากุศล ว่าสัจจะ ว่าสุจริตนั้นน่ะ มันเลี้ยวเข้ารกเข้าพงไปก็ได้, เลี้ยวเข้ารกเข้าพงไปได้ ถ้ามันปราศจากสัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น ถ้าจะยึดมั่นในบุญ ในกุศล ในศีล ในสุจริต ในสมาธิ ในญาณอะไร ก็ขอให้มันประกอบอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อศรัทธานี้ต้องประกอบอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ ไม่อย่างนั้นมันจะงมงายแล้วก็ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์เลย”
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๓ หัวข้อเรื่อง “สัมมาทิฏฐิต่อธรรมชาติ คือหนทางรอดของคนเรา” จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “ธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ” หน้า ๑๕๔-๑๕๕

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น