วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ความร้ายกาจของสิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา”

ความร้ายกาจของสิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา”

ที่แท้นั้น เป็นของหลอกๆ หรือเป็น“มายา”

.

…. “สุขเวทนา” ที่เกิดมาจาก กามารมณ์ นี้ เป็นตัวอย่างที่ใครๆก็เรียกกันว่าเป็น “ความสุข” เพราะให้เกิดสุขเวทนาในขณะนั้น แต่โดยหลักธรรมะที่แสดงอยู่ว่าสิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้นย่อมเป็นเพียง “สังขาร” ชนิดหนึ่ง คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็ต้องเกิดๆดับๆ ความที่ต้องดับนั้นต้องทำให้เกิดทุกข์แก่บุคคลผู้ยึดถือว่า“เป็นของตน” และอยากให้อยู่คงทนถาวร หรือว่าอาการที่มันเกิดๆดับๆนั้น มันย่อมทรมานจิตใจคนที่ยึดถือว่า“เป็นของตน” หรือว่าอาการที่เกิดๆดับๆนั้น ย่อมแสดงความว่างจากสาระ ที่จะไปจับฉวยเอาเป็นจริงเป็นจังได้ เพราะมีแต่การเกิดๆดับๆ

…. สิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา” กำลังหลงไหลมัวเมากันว่า เป็นความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยเพลิดเพลินนั้น ที่แท้ก็คือ..การเกิด การดับ ที่ถี่ยิบของสังขาร หมายความว่า เวทนานั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากผัสสะ ซึ่งเป็นการกระทบ มีการเกิด-ดับ เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่ทุกขณะที่ความคิดหรือความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไป

…. ความรู้สึกเป็นสุขหรือสนุกสนานนั้น มันต้องเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ว่ามันจะนิ่งแน่ตายตัวลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วหยุดอยู่ ความสนุกสนานที่เดินไปเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นอย่างนี้นั้น คืออาการของการเกิดดับแห่งสังขาร คือที่ปรุงเป็นความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาได้

…. มองดูในลักษณะเช่นนี้ ก็จะเห็นได้ว่าเป็น “มายา” ชนิดหนึ่ง เหมือนกับ “พยับแดด” ซึ่งหลอกให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เข้าไปใกล้ก็ไม่มีอะไร ความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนาที่รู้สึกอยู่ในใจก็เป็นอย่าง(พยับแดด)นั้น ถ้าโมหะครอบงำก็จะเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน แต่พอสติปัญญาหรือความจริงเข้ามาเท่านั้น ก็ไม่มีตัวไม่มีตน กลายเป็นของที่เป็นเพียงมายา ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร จึงให้เกิดความทุกข์แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือว่า “สุขเวทนานี้ของเรา”

.

…. สิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา” นั้น เป็นที่สรุปของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งครอบงำใจสัตว์ แต่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนาในฐานะที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ ไปถือเสียว่าเป็นส่วนที่ควรจะยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง และมิได้เป็นปัญหาที่สำคัญ

….. โดยที่แท้นั้น สุขเวทนาที่เป็นของหลอกๆหรือเป็นมายานั่นแหละ เป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย เพราะเราจะเห็นได้ว่าความขวนขวายทุกสิ่งทุกอย่างของสัตว์นั้น มีความประสงค์มุ่งหมายตรงที่ “สุขเวทนา” อย่างเดียวเท่านั้น

…. การที่อุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ คล้ายๆกับว่าไม่ได้คำนึงถึงสุขเวทนาอันจะมีมาข้างหน้า แต่โดยที่แท้แล้ว การศึกษาเล่าเรียนฝึกฝนอบรมตนให้มีสติปัญญาความรู้ความสามารถนั้น มันก็ไปจบลงแค่ความปรารถนาในสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง หรือจะกล่าวว่า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ได้ รวมความแล้วก็คือทางเนื้อทางหนัง เพราะว่าต้องอาศัยวัตถุเป็นปัจจัยสำคัญ

…. ลองพิจารณาดูว่า ความขวนขวายของคนหรือของสัตว์เดรัจฉานก็ตาม ความขวนขวายไหนบ้างที่ไม่มุ่งหมายไปยังสุขเวทนา แม้แต่การทำบุญให้ทานก็มุ่งหมายจะได้สุขเวทนากันเป็นส่วนใหญ่ มุ่งหมายจะให้ได้สวรรค์ ได้เกิดในสวรรค์ แล้วความหมายของสวรรค์นั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากสุขเวทนา คือความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนัง ดังที่กล่าวแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงการขวนขวายที่ต่ำลงไปกว่าการทำบุญ

…. เมื่อการทำบุญเองก็มุ่งหมายสุขเวทนาดังนี้เสียแล้ว การทำบาปหรือการทำอย่างอื่น ก็ต้องต่ำลงไปกว่านั้นมาก คนพาล คนเขลา หรือปุถุชน ประกอบกรรมอันเป็นบาป เป็นอกุศล เป็นความชั่ว ก็เพราะเหตุอย่างเดียวคือ เหตุที่ตกเป็นทาสของสุขเวทนานั่นเอง คือใคร่จะได้ความสุขสนุกสนานทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง แล้วก็ประกอบกรรมอันไม่ควรกระทำ เพราะว่าแสวงหาจากกรรมอันสุจริตไม่ได้ ก็ต้องแสวงหาด้วยกรรมที่เป็นทุจริต มีการลักการขโมย หรือการล่วงละเมิดต่างๆ ซึ่งเป็นไปในทางทุจริต ทำสิ่งที่ไม่ควรทำได้ทุกอย่าง กระทั่งถึงฆ่าบิดามารดาของตัวเองก็ได้ ในเมื่อสุขเวทนานั้นเป็นนายเหนือจิตเหนือใจมากขึ้น

…. ผู้ที่ตกเป็นทาสของกามคุณ ย่อมมืดมัวจนถึงกับฆ่าบิดามารดาของตนได้ หรืออกตัญญูต่อบิดามารดาของตนได้ นี้นับว่าเป็นไปถึงที่สุด อาจจะทำทุกอย่างซึ่งเป็นอนันตริยกรรมเท่าๆกัน เพราะอำนาจของการตกเป็นทาสของสุขเวทนา นั้นเอง”

.

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : ธรรมเทศนา “อันธตมมุยหกถา” เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่ม “มาฆบูชาเทศนา”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น