การเรียนรู้ธรรม อย่าหลง อย่าหยุด ที่ความเข้าใจจดจำได้ แต่ต้องตื่นโพลงเป็นปัญญาญาณ สว่าง เห็นแจ้ง จิตหลุดพ้นจากความหลงทั้งปวงได้ จึงเชื่อว่า การเข้าถึงพระสัทธรรม
วิถีแห่งความรู้แจ้ง
วิถีแห่งความรู้แจ้งถึงพระสัทธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่การเจริญสติ นอกจากการเจริญสติแล้ว ไม่มีหนทางแห่งความรู้แจ้งทางที่สอง
การเจริญสติ หรือการทําความรู้ตัว เป็นวิถีทางที่ตรงไปตรงมาที่สุด ที่จะพาเราแหวกออกจากโลกของความปรุงแต่ง หรือความคิดนึกทั้งหลาย ซึ่งปิดกั้นเราไว้จากสัจธรรมที่แท้จริง ทันทีที่เราแยกตนเองออกจากโลกของความคิดปรุงแต่งได้
จิตของเราจะ มีคุณภาพที่จะมองเห็นปรมัตถธรรมที่กําลังปรากฏและเกิดดับ ได้แก่จิตและเจตสิก อัน เป็นฝ่ายนามธรรมและรูปธรรมทั้งปวง เมื่อจิตรู้แจ้งและปล่อยวางปรมัตถธรรม ฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมได้แล้ว เราก็จะบรรลุถึงสัจจะอันแท้จริง ซึ่งอยู่เหนือความปรุงแต่งทั้งปวง
การบรรลุถึงสัจจะที่จะเหนือความปรุงแต่ง จะกระทําไม่ได้ด้วยการปฏิบัติที่เป็น ความปรุงแต่ง อาทิ การทําทาน การถือศีล และการทําสมาธิที่ถูกต้อง (ไม่ต้องกล่าวถึง การทําทาน การถือศีล และการทําสมาธิที่ผิด คือเจือด้วยโมหะและโลภะ) ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดความตระหนี่ก็ทําทานเพื่อลดความตระหนี่ เมื่อถูกราคะและโทสะครอบงําจิตใจ จนล้นออกมาเป็นการทําผิดทางกายและวาจา ก็ถือศีลเพื่อเป็นกรอบกั้นการทําผิดทางกายและวาจาไว้ก่อน หรือเมื่อจิตฟุ้งซ่านก็ทําความสงบ เมื่อมีกามราคะก็พิจารณาอสุภะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นประโยชน์มากและควรทํา แต่ก็เปรียบเหมือนกับการแก้อาการของโรคเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นการขจัดต้นตอหรือสาเหตุของโรค
การจะปฏิบัติจนจิตเข้าใจถึงสภาพธรรมที่เหนือความปรุงแต่ง จะกระทําได้ด้วยการลืมตาตื่นออกจากโลกของความคิดฝันปรุงแต่ง แล้วหันหน้ามาเผชิญกับปรมัตถธรรมที่กําลังปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลาง พ้นจากความหลงยินดียินร้ายแม้แต่กับกิเลส บาป ธรรม ไม่เพ่งจ้อง และไม่เผลอเติมความคิดปรุงแต่งลงในการรับรู้ นี้คือวิถีที่จะรีดกระแสความคิดปรุงแต่งให้เรียวเล็กจนขาดลง เมื่อกระแสของความปรุงแต่งขาดลง สภาพธรรมที่พ้นจากความปรุงแต่งก็จะปรากฏออกมาเอง
การทําความรู้ตัว เป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพราะเราคุ้นเคยแต่กับความไม่รู้ตัวแล้ว หลงอยู่ในโลกของความคิดฝ้น จึงจําเป็นที่เราจะต้องศึกษา ทําความเข้าใจ แล้วลงมือ ปฏิบัติอย่างจริงใจ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น